


ส่วนในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่าตราสารหนี้ แต่มีนิยามของคำว่า หุ้นกู้ ไว้ดังนี้
“หุ้นกู้ หมายความว่า ตราสารแห่งหนี้ไม่ว่าจะเรียกชื่อใดที่แบ่งเป็นหน่วย แต่ละหน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็นการล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย โดยบริษัทออกให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้อื่น เพื่อแสดงสิทธิที่จะได้รับเงินหรือผลประโยชน์ของผู้ถือตราสารดังกล่าว แต่ไม่รวมถึงตั๋วเงิน”

ความหมายของหุ้นกู้
- หุ้นกู้มีประกัน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ผู้ออกนำสินทรัพย์ เป็นหลักประกันในการออกโดยผู้ถือจะมีบุริมสิทธิเหนือสินทรัพย์นั้น
- หุ้นกู้ไม่มีประกัน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ไม่มีหลักประกันเพื่อการชำระหนี้ ผู้ถือมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สามัญของผู้ออกหุ้นกู้
- หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่น แต่สูงกว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ และหุ้นสามัญซึ่งมีสิทธิเป็นอันดับสุดท้าย
อันดับความน่าเชื่อถือดูกันอย่างไร
อันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ หรือ Credit rating เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือหรือความสามารถในการชำระคืนหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ โดยเป็นความเห็นที่ได้รับการวิเคราะห์จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ข้อมูลนี้ช่วยบอกเราถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทที่ออกตราสารหนี้
โดยปกติอันดับความน่าเชื่อถือที่เราเห็นกันนั้น แบ่งเป็น 2 ประเภท คืออันดับที่จัดให้กับบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ หรือ Company rating และอันดับที่จัดให้กับตราสารหนี้รุ่นนั้นๆ หรือ Issue rating ซึ่งบางครั้งหุ้นกู้ต่างรุ่นกันออกโดยบริษัทเดียวกันก็อาจมีอันดับต่างกันได้ เช่น กรณีหุ้นกู้มีประกัน กับไม่มีประกัน หรือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ กับ หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ เป็นต้น
สถาบันจัดอันดับระดับโลกที่เป็นที่รู้จักกันดี ก็คือ Moody’s Investor Service (Moody’s), Standard &Poor’s Corp. (S&P) และ FITCH เป็นต้น ส่วนในประเทศไทยมี 2 แห่ง คือ TRIS และ FITCH (Thailand) สัญลักษณ์ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ของแต่ละสถาบันมีความใกล้เคียงกัน โดยปกติสัญลักษณ์การจัดอันดับยังแบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นและตราสารหนี้ระยะยาว ในที่นี้จะขอพูดถึงเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาว โดยยกตัวอย่างสัญลักษณ์ของ TRIS ซึ่งมีทั้งหมด 8 อันดับ เริ่มตั้งแต่อันดับสูงสุด AAA ไปจนถึง D ซึ่งอันดับต่ำสุด อันดับ AAA ถึง BBB ถือว่าอยู่ในกลุ่ม “Investment Grade” คือระดับที่ยอมรับว่าเหมาะสมแก่การลงทุน ส่วนกลุ่ม “Speculative Grade” หรือ “Junk bonds” คือตั้งแต่ BB ลงไปถึง D เป็นหุ้นที่ถูกพิจารณาว่ามีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์สูงและมีโอกาสที่จะเกิดการผิดชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยสูงแต่หุ้นกู้กลุ่มนี้ก็ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย
รายละเอียดของการแปลความหมายสัญลักษณ์ Credit rating ต่างๆ มีดังนี้
Investment Grade
| AAA | เป็นอันดับเครดิตสูงสุดและมีความเสี่ยงต่ำที่สุด มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูงสุด ความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบน้อยมาก |
| AA | มีความเสี่ยงต่ำมาก มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้น ในเกณฑ์สูงมาก แต่อาจได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง ทางธุรกิจและเศรษฐกิจมากกว่าอันดับเครดิตที่สูงกว่า |
| A | มีความเสี่ยงในระดับต่ำ มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงิน ต้นในเกณฑ์สูง แต่อาจได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และเศรษฐกิจมากกว่าอันดับเครดิตที่สูงกว่า |
| BBB |
มีความเสี่ยงและมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์ ปานกลาง ความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและ เศรฐกิจอาจมีผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง เมื่อเทียบกับอันดับเครดิตที่สูงกว่า |
Speculative Grade
| BB | มีความเสี่ยงในระดับสูง มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์ต่ำกว่าระดับปานกลาง และจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและเศรษฐกิจค่อนข้างชัดเจน มีปัจจัยที่คุ้มครองเจ้าหนี้ต่ำกว่าอันดับเครดิตที่สูงกว่า |
| B | มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์ต่ำและอาจจะ หมดความสามารถ ในการชำระหนี้ได้ตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางธุรกิจและเศรษฐกิจ |
| C | มีความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้สูงกว่าอันดับเครดิตในระดับที่สูงกว่า เพราะความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นต้องอาศัยเงื่อนไข ที่เอื้ออำนวยทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขต่างๆ จะส่งผลกระทบอย่างมาก |
| D |
เป็นระดับที่อยู่ในสภาวะผิดนัดชำระหนี้ โดยผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ตามกำหนด |
การลงทุนในตราสารหนี้ มีประโยชน์อย่างไร
- ผลตอบแทนสูงความเสี่ยงต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินกับธนาคารแล้วตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในขณะที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในขณะที่การฝากเงินออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนไม่เกิน 0.75% ในปัจจุบันการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ถือว่าปราศจากความเสี่ยงในเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ ให้ผลตอบแทนมากว่า 3 % และหากท่านสามารถยอมรับความเสี่ยงสูงขึ้น ก็สามารถลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน ที่จะเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตร รัฐบาลที่มีลักษณะและอายุใกล้เคียงกัน
- เป็นแหล่งรายได้ประจำ เนื่องจากตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆแก่ผู้ลงทุน และจะจ่ายคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุ จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ที่แน่นอนสม่ำเสมอในแต่ละงวด ซึ่งจะต่างจากการลงทุนในหุ้นที่ผลตอบแทนจากเงินปันผล จะไม่แน่นอนขึ้นกับผลประกอบการของบริษัท
- เงินลงทุน มั่นคงปลอดภัย พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ของรัฐบาลถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ หรือตราสารหนี้อื่นๆ นักลงทุนควรพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit rating ของหุ้นกู้ที่ท่านลงทุน อันดับความน่าเชื่อถือที่สูงก็ถือว่ามีความปลอดภัยสูง
- กระจายความเสี่ยง การลงทุนในตราสารหนี้จัดเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของนักลงทุน ในเรื่องการกระจายความเสี่ยงเพื่อให้ท่านสามารถกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ที่หลากหลายได้
- สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้ ก็คือสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนมือกันได้ในตลาดรอง โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันครบกำหนดอายุ อย่างไรก็ตามสภาพคล่องการซื้อขายอาจแตกต่างกันไปตามปริมาณและประเภท ตราสารหนี้ในขณะที่การฝากเงินกับธนาคารจะไม่ได้ประโยชน์ในข้อนี้
ลักษณะของตลาดตราสารหนี้
เป็นตลาดแบบ Over the counter ตลาดตราสารหนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากตลาดหุ้นที่ท่านนักลงทุนทั่วไปคุ้นเคยตลาดตราสารหนี้ เป็นตลาดที่มีลักษณะที่เรียกว่า Over the counter (OTC) คือ ไม่มีสถานที่และไม่ได้กำหนดเวลาซื้อขายปิดเปิดตลาดที่แน่นอน เหมือนอย่างการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การซื้อขายจะเป็นการเจราจาต่อรองกันเองระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย
ในปัจจุบันช่องทางหลักที่ใช้ในการติดต่อเจรจาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายก็ดีคือทางโทรศัพท์โดย Dealer นอกจากการโทรศัพท์คุยกับลูกค้าและยังส่งคำเสนอซื้อ (bid) และเสนอขาย (offer) ตราสารหนี้เป็นประจำไปตามสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ สื่อ on-line ต่างๆ เพื่อที่หากมีผู้สนใจที่จะซื้อหรือขาย ก็สามารถติดต่อกับ Dealer รายนั้นๆได้
นอกจากติดต่อผ่านบริษัทผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) แล้ว เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการริเริ่มพัฒนาระบบซื้อขายตราสารหนี้แบบอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกอบด้วยระบบ Automatic Order matching (AOM) สำหรับนักลงทุนรายย่อย และระบบ FIRST ที่เป็น Negotiated trading platform สำหรับนักลงทุนสถาบัน แต่ปัจจุบันระบบดังกล่าวยังไม่ค่อยได้รับความนิยมจากนักลงทุน เนื่องจากลักษณะเฉพาะตัวของตราสารหนี้ที่จำเป็นต้องมีการเจรจาต่อรองระหว่างคู่ค้า ดังนี้นปัจจุบันกว่าร้อยละ 90 ของการซื้อขายในตราสารหนี้ยังคงเป็นการซื้อขายแบบ OTC
ผู้เล่นหลักคือ Dealer ไม่ใช่ Broker
ในการซื้อขายตราสารหนี้ นักลงทุนจะติดต่อซื้อขายกับผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealer) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในกรณีที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์สามารถค้าหลักทรัพย์ได้ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน แต่ในกรณีที่เป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจะสามารถทำธุรกรรมได้เฉพาะการค้าตราสารหนี้เท่านั้น
รายได้ของ Dealer มาจากส่วนต่างของราคา มีใช้ค่านายหน้า
ในการซื้อขายตราสารหนี้ Dealer มีรายได้จากกำไรส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย (Spread) เนื่องจากเป็นการซื้อขายระหว่างพอร์ตของสถาบันการเงินที่เป็นผู้ค้าตราสารหนี้กับของลูกค้า ในขณะที่การค้าหุ้นนั้นเป็นการซื้อขายผ่านนายหน้า (Broker)
ซึ่งได้รับผลตอบแทนเป็นค่านายหน้า (Commission)
ในกรณีที่ซื้อจากลูกค้า Dealer จะซื้อตราสารหนี้เข้าในพอร์ตสถาบันการเงินของตนแล้วจึงขายออกแก่ลูกค้าต่อไปในภายหลัง และในทางกลับกันในกรณีขายแก่ลูกค้า Dealer ก็จะขายตราสารหนี้จากพอร์ตการลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อค้าของบริษัทตน การค้าในลักษณะเช่นนี้จึงเอื้อต่อสถาบันการเงินที่มีเงินลงทุน และเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนสูงเพื่อรองรับการดำเนินธุรกรรม เช่น ธนาคารพาณิชย์
วิธีการลงทุนแบบต่างๆ
ตลาดแรก ตลาดรอง หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม
การลงทุนในตลาดแรก
การลงทุนในตลาดแรกนั้นหมายถึง การลงทุนโดยการซื้อตราสารหนี้ที่ออกขายเป็นครั้งแรกในตลาด โดยผู้สนใจลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน ก็สามารถติดต่อซื้อได้จากสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Underwriter) หรือเป็นตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) หรือ จากบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ในกรณีที่มีการกำหนดไว้ การซื้อขายตราสารหนี้ ในตลาดแรกนั้นส่วนมากจะเป็นการซื้อขานในราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ซึ่งจะมีอัตราผลตอบแทนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon rate) โดยผู้ออกหุ้นกู้มักระบุจำนวนหน่วยหรือจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำไว้ เช่น 100,000 บาท หรือเท่ากับ 100 หน่วยๆละ 1,000 บาท
ส่วนถ้าเป็นพันธบัตรภาครัฐนั้น ส่วนใหญ่เป็นการออกจำหน่ายให้แก่นักลงทุนสถาบัน เช่น สภาบันการเงิน บริษัทประกันภัย กองทุนต่างๆ
พันธบัตรที่นับเป็นทางเลือกที่ดีของนักลงทุนรายย่อยที่มีวงเงินการลงทุนไม่สูงนัก ก็คือ “พันธบัตรออมทรัพย์” ที่ออกเสนอขายให้แก่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปโดยตรง
การลงทุนในตลาดรอง
เมื่อตราสารหนี้ในตลาดแรกได้ขายไปสู่ผู้ลงทุนแล้ว หากมีการซื้อขายเปลี่ยนมือต่อมาจะเรียกการซื้อขายนั้นว่าเป็นการซื้อขายในตลาดรอง และเนื่องจากตลาดตราสารหนี้นั้นมีลักษณะการซื้อขายแบบ Over the counter หรือ OTC คือไม่มีระบบหรือสถานที่กลางในการจับคู่การซื้อขาย ผู้ที่สนใจที่จะซื้อขายตราสารหนี้สามารถติดต่อกับสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ที่มีธุรกรรม การค้าตราสารหนี้เพื่อแจ้งความประสงค์และทำการซื้อขาย
ความเสี่ยงในการลงตราสารหนี้
- ความเสี่ยงด้านเครดิต หรือ ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้
(Credit Risk หรือ Default Risk) ความสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงก่อนการลงทุน เพราะการลงทุนในตราสารหนี้ก็เปรียบเสมือนการให้เงินกู้แก่ผู้ออกตราสาร โดยมีสัญญาว่าจะได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยตามงวดเวลาที่ตกลง และจะชำระคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดเวลา ตราสารหนี้ที่รัฐบาลออก เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือ ตราสารหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน ถือว่าปลอดความเสี่ยงประเภทนี้ สำหรับหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชนข้อมูลที่จะช่วยให้ท่านพิจารณาฐานะและความมั่นคงทางการเงิน ของบริษัทผู้ออกตราสารได้ง่ายขึ้นก็คือ อันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit rating ของตราสารหนี้ หรือของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ โดยในปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้หุ้นกู้ภาคเอกชนที่จะออกขายแก่บุคคลทั่วไป ต้องได้รับการจัดอันดับเครดิต - ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
(Interest Rate Risk or Market Risk or Price Risk) ตราสารหนี้มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด กล่าวคือ จะมีมูลค่าสูงขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงและจะมีมูลค่าน้อยลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยที่ตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือยาว ก็มีโอกาศที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของราคา มากกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า ความเสี่ยงประเภทนี้เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในกรณีที่ท่านต้องการซื้อหรือขายตราสารหนี้ก่อนครบ กำหนดอายุ แต่หากท่านตั้งใจจะถือตราสารหนี้จนถึงวันหมดอายุ ท่านก็ไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงนี้เพราะท่านจะได้รับเงินต้นคืนครบตามมูลค่าที่ระบุหน้าตั๋ว เมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
ภาษีเงินได้จากการลงทุน
- อัตราภาษีของบุคคลธรรมดา (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549)
- ในประเทศ
เงินได้จากดอกเบี้ย กำไรจากการขาย เงินได้จากส่วนลด หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำ
ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้
สิ้นปีหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำ
ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้
สิ้นปี(ยกเว้นตราสารหนี้ที่
ไม่มีดอกเบี้ยที่ได้หักภาษี
ณ ที่จ่าย 15% ไปแล้วจากผู้ถือคนแรก)หักภาษี ณ ที่จ่าย
15% เฉพาะผู้ถือคนแรก และมีสิทธิเลือกที่จะ
ไม่นำไปรวมคำนวณภาษี
เงินได้สิ้นปี- ต่างประเทศ
เงินได้จากดอกเบี้ย กำไรจากการขาย เงินได้จากส่วนลด หักภาษี ณ ที่จ่าย15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำ ไปรวมคำนวณภาษีเงิน ได้สิ้นปี
ยกเว้น
ดอกเบี้ยพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ของรัฐบาลองค์การ
ของรัฐบาล หรือสถาบัน
การเงิน ที่มีกฎหมาย โดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำ ไปรวมคำนวณภาษีเงิน ได้สิ้นปี ยกเว้น
1. กำไรจาการขายตราสารหนี้ ที่ไม่มีดอกเบี้ยที่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไปแล้วจากผู้ถือคนแรก
2. พันธบัตรหรือหุ้นกู้ของรัฐบาล องค์การของรัฐบาล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมาย โดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้ง ขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรมหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เฉพาะผู้ถือคนแรก และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำ ไปรวมคำนวณภาษีเงิน
ได้สิ้นปี
ยกเว้น
เงินได้จากส่วนลดของ พันธบัตรหรือหุ้นกู้ของ
รัฐบาล องค์การของ
รัฐบาลหรือสถาบัน
การเงินที่มีกฎหมาย
โดยเฉพาะของ
ประเทศไทยจัดตั้งขึ้น
สำหรับให้กู้ยืมเงิน เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม
พาณิชยกรรม
หรืออุตสาหกรรม - อัตราภาษีของนิติบุคคล
- ในประเทศ
เงินได้จากดอกเบี้ย กำไรจากการขาย เงินได้จากส่วนลด - หักภาษี ณ ที่จ่าย 1%
และให้นำไปรวมกับ
การคำนวณกำไรสุทธิด้วย
- หักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
ในกรณีที่ผู้รับเป็นมูลนิธิ
หรือสมาคมที่ประกอบกิจ
การซึ่งมีรายได้แต่ไม่รวม
ถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่
รัฐมนตรีประกาศกำหนด
และผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่ง
ประกอบกิจการในไทย
หรือเป็นธนาคารพาณิชย์
บริษัทตามกฎหมายว่า
ด้วยธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
- ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
สำหรับกรณีผู้รับและ
ผู้จ่ายเป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทตามกฎหมาย
ว่าด้วยธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
- กรณีผู้รับเป็นสถาบัน
การเงินจะต้องเสีย
ภาษีธุรกิจเฉพาะใน
อัตรา 3.3%ของเงิน
ได้ในส่วนของดอกเบี้ยไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปรวมกับการ
คำนวณกำไรสุทธิด้วยหักภาษี ณ ที่จ่าย 1%
และให้นำไปรวมกับ
การคำนวณกำไรสุทธิด้วย
- หักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
ในกรณีที่ผู้รับเป็นมูลนิธิ
หรือสมาคมที่ประกอบ
กิจการซึ่งมีรายได้แต่
ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือ
สมาคมที่รัฐมนตรี
ประกาศกำหนด
และผู้จ่ายเป็นบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคลซึ่งประกอบ
กิจการในไทย
หรือเป็นธนาคารพาณิชย์
บริษัทตามกฎหมาย
ว่าด้วยธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
- ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
สำหรับกรณีผู้รับและ
ผู้จ่ายเป็นธนาคารพาณิชย์
บริษัทตามกฎหมาย
ว่าด้วยธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
- กรณีผู้รับเป็นสถาบัน
การเงิน จะต้องเสียภาษี
ธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3.3%
ของเงินได้จากส่วนลด- ต่างประเทศ *
เงินได้จากดอกเบี้ย กำไรจากการขาย เงินได้จากส่วนลด หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
ยกเว้น
ดอกเบี้ยของพันธบัตร
หรือดอกเบี้ยหุ้นกู้
ของรัฐบาล องค์การ
ของรัฐบาลหรือสถาบัน
การเงินที่มีกฎหมาย
โดยเฉพาะของ
ประเทศไทย
จัดตั้งขึ้นสำหรับให้
กู้ยืมเงินเพื่อ
ส่งเสริมเกษตรกรรม
พาณิชยกรรม
หรืออุตสาหกรรมหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
ยกเว้น
พันธบัตรหรือหุ้นกู้
ที่ออกโดยรัฐบาล
องค์การของรัฐบาล
หรือสถาบันการเงิน
ที่มีกฎหมายโดยเฉพาะ
ของประเทศไทย
จัดตั้งขึ้นสำหรับให้
กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริม
เกษตรกรรม พาณิชยกรรม
หรืออุตสาหกรรมหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
เฉพาะผู้ถือคนแรก
ยกเว้น
พันธบัตรรัฐบาลหรือ
หุ้นกู้ที่ออกโดยรัฐบาล
องค์การของรัฐบาล
หรือสถาบันการเงิน
ที่มีกฎหมายโดยเฉพาะ
ของประเทศไทย
จัดตั้งขึ้นสำหรับ
ให้กู้ยืมเงินเพื่อ
ส่งเสริมเกษตรกรรม
พาณิชยกรรม
หรืออุตสาหกรรม
ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายค้าตราสารหนี้
คุณพิชชญารัส โฆสิตาภา
โทรศัพท์ : (662) 695-5955 หรือ (662) 695-5148
โทรสาร : (662) 624-6279
อีเมล์ : pichayarask@ktzmico.com
คุณศรินธร ธำรงพิพัฒน์
โทรศัพท์ : (662) 695-5172
โทรสาร : (662) 624-6279
อีเมล์ : sarintornk@ktzmico.com
บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด
ชั้น 9 อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ 287 ถนนสีลม
เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์ : (66-2) 695-5000
โทรสาร : (66-2) 631-1709
** ถ้าท่านต้องการเปิดบัญชีกับเคที ซีมิโก้ กรุณาคลิก ที่นี่ **





